แบบฝึกหัด
คำสั่ง
หลังจากนักศึกษาได้ศึกษาบทเรียนนี้แล้ว
จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
1. ท่านคิดว่าทำไมมนุษย์เราต้องมีกฎหมายหากไม่มีจะเป็นอย่างไร
ตอบ เพราะ
มนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคม
ซึ่งมนุษย์แต่ละคนนั้นมีลักษณะนิสัย
กริยาท่าทางการ
แสดงออกที่ต่างกันออกไป
ซึ่งจากความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนเมื่ออยู่ร่วมกันก่อให้เกิดความ
ขัดแย้ง มีการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย สาเหตุอาจเกิดจากความไม่พึงพอใจ มีการแก่งแย่ง การ
แก้แค้นซึ่งกันและกัน
ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์ต้องกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนขึ้น ระเบียบแบบแผนที่มนุษย์สร้างขึ้นใช้เป็นกฎเกณฑ์สร้างความสัมพันธ์กัน
นั่นคือ บรรทัดฐานที่สำคัญของสังคม
คือ กฎหมาย โดยกฎหมายช่วยควบคุมพฤติกรรมและความขัดแย้งของมนุษย์ และกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์
หากไม่มีกฎหมาย สังคมของมนุษย์อาจเกิดความไม่สงบ
เกิดความขัดแย้งทีเกิดจากการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรง เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และเกิดปัญหาต่างๆขึ้นมามากมาย จนทำให้คนในสังคมอยู่กันอย่างไม่มีความสุข และไม่มีความรักใคร่สามัคคีกัน
2. ท่านคิดว่าสังคมปัจจุบันจะอยู่ ได้หรือไม่หากไม่มีกฎหมายและจะเป็นอย่างไร
ตอบ อยู่ไม่ได้ เพราะ ไม่ว่าในสังคมอดีตหรือสังคมในปัจจุบันต้องใช้กฎหมายในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ทุกยุคสมัย ดังคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีสังคมที่นั้นมีกฎหมาย” ซึ่งสังคมในปัจจุบันเหตุการณ์ทีเป็นปัญหาต่างๆมากมาย อาทิเช่น
การชุมนุมทางการเมือง การค้ามนุษย์ การคอลับชั่น
การใช้ความรุนแรงต่อกัน
การค้ายาเสพติด
และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย
โดยในสังคมปัจจุบันมีการพัฒนาในด้านต่างๆ
ทำให้มนุษย์เกิดการพัฒนาทั้งในด้านดีและในด้านที่ไม่ดี จนทำให้การกะทำผิดของมนุษย์มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
จึงทำให้กฎหมายต้องมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากไม่มีกฎหมาย
มนุษย์ทีกระทำความผิดก็จะไม่ได้รับการลงโทษ และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง และคนในสังคมอยู่กันอย่างไม่มีความสุข
3. ท่านมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับกฎหมายในประเด็นต่อไปนี้
ตอบ ก.ความหมาย
กฎหมาย หมายถึง คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศทีบัญญัติออกมาเพื่อใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของประชาชนในประเทศ โดยประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและถูกลงโทษ
ข.ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย
1.
เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากรัฎฐาธิปไตย์ทีองค์กรหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดสามารถใช้อำนาจบัญญัติกฎหมายได้
เช่น รัฐสภา ตราพระราชบัญญัติ คณะรัฐมนตรี ตราพระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา คณะปฏิวัติออกคำสั่ง
หรือประกาศคณะปฏิวัติชุดต่าง ๆ ถือว่าเป็นกฎหมาย
2. มีลักษณะเป็นคำสั่งข้อบังคับอันมิใช่คำวิงวอน ประกาศ
หรือแถลงการณ์อาทิประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ คำแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติมิใช่กฎหมาย สำหรับคำสั่งข้อบังคับ ที่เป็นกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.
2542 พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ
พ.ศ. 2545 เป็นต้น
3. ใช้บังคับกับคนทุกคนในรัฐอย่างเสมอภาค
เพื่อให้ทุกคนเกรงกลัวและถือปฏิบัติสังคมจะสงบสุขได้ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้ใช้บังคับกับผู้ทีมีเงินได้แต่ไม่บังคับ
เด็กที่ยังไม่มีเงินได้ การแจ้งคนเกิดภายใน
15 วัน แจ้งคนตายภายใน 24 ชั่วโมง เป็นต้น
4. มีสภาพบังคับ
ซึ่งบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะการกระทำและการงดเว้นการกระทำตามกฎหมายนั้น
ๆ กำหนด หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้ และสภาพบังคับในทางอาญา
ค.
ที่มาของกฎหมาย
แหล่งที่มาของกฎหมายมีอยู่มากมายหลายทาง
และมีการวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เพราะเมื่อมีสังคมก็ย่อมต้องมีกฎหมาย ดังนั้น จึงแบ่งที่มาของกฎหมายได้หลายลักษณะ ดังนี้
1.บทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นกฎหมายลักษณ์อักษร
เช่น กฎหมายประมวลรัษฎากรรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ
พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เทศบัญญัติ
ซึ่งกฎหมายดังกล่าว ผู้มีอำนาจแห่งรัฐหรือผู้ปกครองประเทศ
เป็นผู้ออกกฎหมาย
2.ขนบธรรมเนียมประเพณี ในการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณี
มาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย
3.ศาสนา
เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ดีของทุกๆ ศาสนาสอนให้เป็นคนดีเช่น ห้ามลักทรัพย์
ห้ามผิดลูกเมีย ห้ามทำร้ายผู้อื่น กฎหมายจึงได้บัญญัติตามหลักศาสนาและมีการลงโทษ
4.คำพิพากษาของศาล
จารีตประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้ว
ก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลัก
หรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆ ไป
คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
5.ความเห็นของนักนิติศาสตร์
เป็นการแสดงความคิดเห็นของว่าสมควรที่จะออกกฎหมาย
อย่างนั้นสมควรหรือไม่จึงทำให้นักนิติศาสตร์
อาจจะเป็นอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในกฎหมายได้แสดง
ความคิดเห็นว่ากฎหมายฉบับนั้นได้
ในประเด็นที่น่าสนใจเพื่อที่จะแก้ไขกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนดังกล่าว
ง.
ประเภทของกฎหมาย
แบ่งโดยแหล่งกำเนิดอาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก
1.กฎหมายภายใน
1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรแบ่งโดยยึดเนื้อหาของกฎหมายที่ปรากฏเป็นหลักโดยผ่านกระบวนการบัญญัติกฎหมาย
กฎหมายที่เป็นไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นกฎหมายที่มิได้มีการบัญญัติโดยผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ
1.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญาและกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคแรก บัญญัติโทษทางอาญา สภาพบังคับทางอาญาจึงเป็นโทษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ใช้ลงโทษกับผู้กระทำผิดทางอาญา กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง ได้บัญญัติถึงสภาพบังคับลักษณะต่างๆ
กันไว้
1.3 กฎหมายสารบัญญัติ
และกฎหมายวิธีสบัญญัติ กฎหมายสารบัญญัติแบ่งโดยคำนึงถึงบทบาทของกฎหมายเป็นหลักกล่าวถึงการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด
หรือเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่กฎหมายประสงค์จะควบคุมหรือคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน กฎหมายวิธีสบัญญัติกล่าวถึง
วิธีการและขั้นตอนในการใช้กฎหมายบังคับ
1.4 กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกบประชาชน
รัฐเป็นผู้มีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่มีความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน
2.กฎหมายภายนอก
2.1 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐในการที่จะต้องปฏิบัติต่อกันและกัน
2.2 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เป็นข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์
ระหว่าง
บุคคลในรัฐต่างรัฐ
2.3 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เป็นข้อบังคับที่ประเทศหนึ่งหรือรัฐหนึ่ง ตกลงยอมรับให้ศาลส่วนอาญาของอีกรัฐหนึ่งมีอำนาจในการพิจาณาลงโทษอาญาแก่บุคคลที่ได้ กระทำผิดนอกประเทศนั้นได้
4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรว่าทำไมทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมายจงอธิบาย
ตอบ ทีทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมาย เพราะ
การปกครองประชาชนจำนวนมากจะต้องมีระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของประชาชนในประเทศในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกัน
และเพื่อให้ประชาชนในประเทศมีแนวทางในการยึดถือในการปฏิบัติตนอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น โดยข้อบังคับหรือคำสั่งทีผู้ปกครองประเทศได้กำหนดขึ้นมาประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและถูกลงโทษ
ซึ่งถ้าทุกประเทศมีกฎหมายและประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายก็จะทำให้แต่ละประเทศอยู่กันอย่างสงบสุข
5. สภาพบังคับในทางกฎหมายท่านมีความเข้าใจอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ สภาพบังคับในทางกฎหมาย เป็นการทีบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยการกระทำและการงดเว้นการกระทำตามกฎหมายทีกำหนด
หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้
ซึ่งมีทั้งสภาพบังคับทางอาญา
เช่น ประหารชีวิต จำคุก
กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน แต่หากเป็นคดีแพ่งผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือค่าเสียหาย
6.สภาพบังคับกฎหมายในอาญาและทางแพ่ง
มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ต่างกัน
คือ สภาพบังคับในทางอาญา เป็นการลงโทษ
โทษทางอาญาที่จะใช้บังคับแก่ผู้ฝ่าฝืน คือ ประหารชีวิต จำคุก
กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
ซึ่งจะลงโทษประการใดแก่ผู้ใดนั้นก็จะต้องพิจารณาจากการกระทำของเขา ส่วนสภาพบังคับในทางแพ่งนั้น กรณีทั่วไปก็คือการบังคับให้กระทำหรืองดการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ กระทำความผิดจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย
7. ระบบกฎหมายเป็นอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ ระบบกฎหมายหลักๆ
มีอยู่ 4 ระบบใหญ่ๆด้วยกัน คือ
1.ระบบกฎหมายซีวิล
ลอว์ หรือก็คือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร
จุดกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะมีลักษณะเป็นการรวมรวมเอาจารีตประเพณีหรือกฎหมายต่างๆหรือบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่
โดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ
ซึ่งเรียกว่าประมวลกฎหมาย ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ชนชั้นที่ถูกปกครองในโรมันจึงมีการเรียกร้องให้ชนชั้นสูงทำการเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
เพื่อให้ชนชั้นที่ถูกปกครองได้รู้กฎหมายด้วย
2.ระบบกฎหมายคอมมอน
ลอว์ หรือก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี
จุดกำเนิดอยู่ที่อังกฤษ
เนื่องจากแต่เดิมนั้นประเทศอังกฤษมีชนเผ่าอยู่มากมายหลายชนเผ่าด้วยกัน
ต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลหลวงหรือศาลพระมหากษัตริย์ขึ้น
โดยคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้จากส่วนกลางไปพิจารณาคดีในแต่ละท้องถิ่น
ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป
ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาคดีมากมาย
แต่ในภายหลังปัญหาก็ค่อยๆหมดไปเพราะเริ่มมีจารีตประเพณีที่มีลักษณะเป็นสามัญขึ้นโดยศาลหลวงได้ใช้จารีตประเพณีเหล่านี้ในการพิจารณาคดี
ในระบบคอมมอน ลอว์แต่เดิมจะไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
เมื่อศาลใช้จารีตประเพณีในการพิพากษาตัดสินคดีแล้ว
ก็จะมีการบันทึกคำพิพากษานั้นเอาไว้ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีต่อๆไป
3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม(Socialist Law)
จุดกำเนิดของระบบกฎหมายยู่ที่รัสเซีย มีการนำหลักการและแนวความคิดของ คาร์ล
มาร์กซ์ และ เลนิน
มาใช้โดยเชื่อว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการขัดระเบียบและกลไกในสังคม
เพื่อให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ปราศจากการกดขี่ข่มเหง ปราศจากชนชั้นวรรณะ
ส่วนลักษณะของกฎหมายสังคมนิยมนั้นจะมีการผสมผสานระหว่างกฎหมายลายลักษณ์อักษรกับจารีตประเพณีเข้าด้วยกัน
โดยมีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
ส่วนจารีตประเพณีนั้นเป็นตัวช่วยในการตีความและอุดช่องว่างของกฎหมาย
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม ลักษณะของกฎหมายในระบบนี้ โดยเนื้อหาของกฎหมายแล้วก็จะอาศัยศาสนาหรือประเพณีนิยมเป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมา
8. ประเภทของกฎหมายมีหลักการแบ่งอย่างไรบ้าง
มีกี่ประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วยอะไรบ้างยกตัวอย่างอธิบาย
ตอบ การแบ่งประเภทกฎหมายที่จะนำไปใช้นั้น
มีรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างกันหากเราจะพิจาณาแบ่งประเภทของกฎหมายออกเป็นกลุ่มย่อยๆ
แบ่งไดหลายลักษณะขึ้นอยู่กับว่า เราใช้อะไรเป็นหลักในการแบ่ง
แบ่งโดยแหล่งกำเนิดอาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก
1.กฎหมายภายใน
1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์ เช่น รัฐธรรมนูญ
พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายต่างๆ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา
ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
เช่น จารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป
1.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญาและกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา เช่น การประหารชีวิต
จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน
กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
เช่น การกำหนดให้เป็นโมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม
การบังคับให้ชำระหนี้การให้ชดใช้ค่าเสียหาย
1.3 กฎหมายสารบัญญัติ
และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
กฎหมายสารบัญญัติ เช่น ตัวบทกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาและในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชเกือบทุกมาตราเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
กฎหมายวิธีสบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติล้มละลายมีทั้งหลักเกณฑ์องค์ประกอบและวิธีการดำเนินคดีล้มละลายรวมอยู่ด้วยการที่จะเป็นไปกฎหมายประเภทใดให้ดูว่าสาระนั้นหนักไปทางใดมากกว่ากัน
1.4 กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
กฎหมายมหาชน
เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดระเบียบแบบแผนการใช้อำนา
อธิปไตยกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน
กฎหมายปกครองกำหนดการแบ่งส่วนราชการเพื่อบริหารประเทศ เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติบางฉบับ
กฎหมายเอกชน
เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติบางฉบับ
2.กฎหมายภายนอก
2.1 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
เช่น หลักการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตเอกสิทธิในทางการทูต
2.2 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแย้งแห่งกฎหมายเป็นการบังคับความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในรัฐอื่น
ๆ
2.3
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
9.ท่านเข้าใจถึงคำวาศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร มีการแบ่งอย่างไร
ตอบ ศักดิ์ของกฎหมาย เป็นการจัดลำดับแห่งค่าบังคับของกฎหมายหรืออาจกล่าวได้ว่าอาศัยอำนาจขององค์กรที่ใช้อำนาจจากองค์กรที่แตกต่างกัน
การจัดลำดับความสำคัญตามศักดิ์ของกฎหมาย
ได้ดังนี้
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2.พระราชบัญญัติและประมวลกฎหมาย
3. พระราชกำหนด
4.ประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้บังคับ
5.พระราชกฤษฎีกา
6.กฎกระทรวง
7.ข้อบัญญัติจังหวัด
8.เทศบัญญัติ
10.เหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 มีเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชน ณ
ลานพระบรมรูปทรงม้าและประชาชนได้ประกาศว่าจะมีการประชุมอย่างสงบ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลประกาศเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม
และขัดขว้างไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ ลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน
ในฐานะท่านเรียนวิชานี้ท่านจะอธิบายบอกเหตุผลว่ารัฐบาลกระทำผิดหรือถูก
ตอบ กระทำผิด
เพราะ
การชุมนุมของประชาชนถือเป็นสิทธิทีประชาชนสามารถเรียกร้องต่อรัฐบาล เป็นการชุมนุมให้มีการปฏิวัตการปกครองทีอาจไม่ชอบธรรม และการชุมนุมในครั้งนี้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ เพราฉะนั้น
รัฐบาลควรหาวิธีการพูดคุยหรือใช้กฎหมายในการหาข้อยุติ ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
11.ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่ากฎหมายการศึกษาอย่างไร
จงอธิบาย
ตอบ กฎหมายการศึกษา เป็นบทบัญญัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีกฎหมายที่จะเชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการศึกษาคือจะเป็นกฎหรือคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สถาบันหรือหน่วยงานผู้มีอำนาจได้ตราขึ้นบังคับใช้ และกฎหมายการศึกษา ได้กำหนดเพื่อให้บุคคลประพฤติปฏิบัติตามไปสู่การพัฒนาคนและสังคมสู่ความเจริญงอกงาม
ธำรงไวซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพของบุคคลและประเทศชาติ
12.ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายการศึกษาท่านคิดว่าเมื่อท่านไปประกอบอาชีพครูจะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง
ตอบ การทีเราไม่ได้ศึกษาหรือเรียนรู้วิชากฎหมายการศึกษาทำให้เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการศึกษา
ไม่ทราบถึงคำสั่งหรือข้อบังคับต่างๆทีเกี่ยวกับการศึกษา และไม่มีแนวทางในการปฏิบัติตนในการเป็นครูในอนาคต แต่ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องกฎหมายการศึกษาไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาของชาติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น