วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 8

สอบปลายภาค

1.คำว่า จรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี  กฎหมาย ให้นักศึกษาให้คำนิยาม และสรุปว่าคำเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ตอบ     จรรยาบรรณ คือ หลักความประพฤติปฏิบัติอันเหมาะสมแสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมที่พึงปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพที่บุคคลในแต่ละวิชาชีพได้ประมวลขึ้นเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นถึงจริยธรรมปลูกฝัง และเสริมสร้างให้สมาชิกมีจิตสำนึกบังเกิดขึ้นในตนเองเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร และมุ่งหวังให้สมาชิกได้ยึดถือ เพื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรติคุณของสมาชิก และสาขาวิชาชีพของตน
          จริยธรรม  คือ  คุณความดีที่ใช้เป็นข้อปฏิบัติในการประพฤติที่ดีที่ชอบ โดยมีพื้นฐานมาจากกฎหมายหรือศีล หรือจากประเพณีวัฒนธรรมของคนในแต่ละสังคม
          คุณธรรม  คือ  หลักของความดี ความงาม ความถูกต้อง ซึ่งจะแสดงออกมาโดยการกระทำ  ทางกาย   วาจาและจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นหลักประจำใจในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัยเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองผู้อื่นและสังคม
          ค่านิยม  คือ  สิ่งที่สังคมถือว่ามีค่าพึงปราถนาต้องการให้เป็นเป้าหมายของสังคมและปลูกฝังให้สมาชิกของสังคมยึดถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตควรหลีกเลี่ยง เช่น ความยากจน สิ่งมีคุณค่า น่าปราถนา หรือนำความสุขมาให้มีทั้งเป็นวัตถุและไม่เป็นวัตถุ
          จารีตประเพณี  คือ  ระเบียบแบบแผนหรือแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่สืบทอดกันมาช้านานและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ซึ่งแต่เดิมนั้นกฎหมายก็มีที่มาหรือได้รับแนวทางจากจารีตประเพณีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
          กฎหมาย  คือ  กฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ
          จากคำนิยามของคำเหล่านี้  สามารถสรุปได้ว่า คำเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกัน เพราะ หลักของความดี ความถูกต้อง ระเบียบแบบแผน ทีบุคคลต้องยึดถือปฏิบัติเพื่อให้ดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้อง และมีความสุข     

2. ในสังคมทุกวันนี้ กฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์อย่างไร หากไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับได้ สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักกฎหมายได้บัญญัติขึ้น จงให้เหตุผลยกตัวอย่าง
ตอบ     กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์ คือ กฎหมายเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์แต่ละคน ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์มารดา กฎหมายก็เข้ามารับรองสิทธิของทารกในครรภ์มารดาพอทารกคลอดออกมาแล้วกฎหมายก็ บังคับ ให้เจ้าบ้านหรือบิดามารดาต้องไปแจ้งเกิดเพื่อขอรับสูติบัตร เมื่ออายุ 15 ปี กฎหมายก็บังคับให้ต้องทำบัตรประชาชน โตขึ้นมาอีกจะแต่งงานกฎหมายก็บังคับให้ต้องจดทะเบียนสมรส พอแก่ตัวใกล้จะตาย กฎหมายก็เปิดทางให้สามารถกำหนดการเผื่อตาย โดยการทำพินัยกรรม จนกระทั่งคนตายกฎหมายก็บังคับให้ผู้พบเห็นการตายต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางเศรษฐกิจเองกฎหมายก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก เช่น การที่บุคคลจะรวมตัวกัน จัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจเองกฎหมายก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก เช่น การที่บุคคลจะรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจ ก็ต้องพิจารณาว่าจะจัดตั้งในรูปใด จะเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งก็มีกฎหมายเข้ามากำหนดหลักเกณฑ์ เมื่อทำธุรกิจมีกำไรก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งก็เป็นเรื่องของกฎหมายอีกเมื่อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวกับชีวิตคนเราเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมาย เพื่อให้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ของตนเองที่มีตามกฎหมาย เพื่อจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
หากไม่มีกฎหมายจะเกิด  เรื่องวุ่นวายต่างๆตามอย่างแน่นอน  เช่น  การทะเลาะวิวาท  การเอารัดเอาเปรียบ  ความไม่เป็นธรรม  การใช้ความรุนแรง  และอีกต่างๆมากมาย     
ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับได้ สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักกฎหมายได้บัญญัติขึ้น เพราะ   ในสังคมของมนุษย์นั้นมีสมาชิกจำนวนมากที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความคิดเห็นและพฤติกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบหรือกติการ่วมกัน เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ และช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย กฎหมายมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้
1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ  เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม
2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม
4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้
ดังนั้น การที่ประเทศใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามและต้องการให้ประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุขมีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตาม ก็ย่อมทำให้การพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการ ดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ

3. พระราชบัญญัติการการศึกษา มีหลักในการจัดการศึกษาและแนวการจัดการศึกษาทำได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ     มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษา
ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
          มาตรา 22 ไม่ได้กล่าวโดยตรงว่า ต้องยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนเพราะอาจจะสร้างปัญหาเชิงกฎหมายในการบังคับใช้  และการตีความ  นอกจากนั้นในปรัชญาการเรียนการสอนควรหลีกเลี่ยงแนวคิดแบบสุดโด่งที่แยกขั้วระหว่างการเรียนของนักเรียนและการสอนของครูมาตรา 22  จึงกล่าวอย่างเป็นกลางๆ ไว้โดย "ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด"
          มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้  คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา
          มาตรา 23 กล่าวถึงเนื้อหาสาระหรือทิศทางของเนื้อหาสาระของหลักสูตรโดยทั่วไปแต่อาจจะเน้นมาทางหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานมากหน่อย  โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มการเรียนรู้เป็น 5 กลุ่ม ตามวรรคหนึ่งถึงวรรคห้าของมาตรา 23
          ในข้อเท็จจริง การกำหนดเนื้อหาสาระของหลักสูตรจะต้องพิจารณาระดับการศึกษาประเภทของการศึกษา และความถนัดส่วนบุคคลมาประกอบด้วย การศึกษาระดับที่สูงขึ้นไปย่อมจัดหลักสูตรที่เน้นสาขาวิชาและสาขาวิชาเฉพาะมากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าเป็นหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานก็ควรจะต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า หลักสูตรแกนกลางที่เน้นตัวร่วมหรือค่านิยมร่วม(Core Values)  ระดับชาติ และจะต้องมีหลักสูตรที่สะท้อนปัญหา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นด้วย
          มาตรา 23 จึงเป็นการวางหลักการทั่วไป ส่วนความแตกต่างในแต่ละระดับจะนำไปกล่าวไว้ในมาตรา 27
          มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
          (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
          (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
          (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
          (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
          (5) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้  รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
          (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่  มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
          มาตรา 24 กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องดำเนินการแนวทาง 6 ประการ หรือเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์และลักษณะของวิชา
          มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน  พิพิธภัณฑ์  หอศิลป์  สวนสัตว์  สวนสาธารณะ  สวนพฤกษศาสตร์  อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ  แหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
          มาตรานี้จะช่วยส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต  ซึ่งรวมความถึงการศึกษาต่อเนื่องในความหมายเดิมของระบบการศึกษานอกโรงเรียน ฉะนั้น การจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ (ต่อเนื่อง) จึงกระทำได้ในชุมชนต่างๆ
          มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน  ความประพฤติ  การสังเกตพฤติกรรมการเรียน  การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
          ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อและให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
          มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย  ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ  การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ  ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
          ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
          มาตรา 27 กำหนดผู้รับผิดชอบจัดทำหลักสูตรไว้เป็น 2 ระดับ  ระดับชาติให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลาง  ส่วนระดับท้องถิ่นให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระหลักสูตรที่เกี่ยวกับท้องถิ่น
          การจัดทำหลักสูตรของสองส่วนนี้  เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน  การสอนหลักวิชาตามหลักสูตรแกนกลางนั้นสามารถนำเอาเนื้อหาสาระของท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบได้เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ ที่มุ่งหมายให้นักเรียนเข้าใจประวัติความเป็นมาของชุมชนของตนเอง และของชาติ  หรือการสอนวิชาชีพก็จะสามารถนำข้อมูลอาชีพในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบของการเรียนการสอน
          จุดหมายของหลักสูตรแกนกลาง "เพื่อความเป็นไทย" นั้น ก็หมายถึงความเป็นไทยในลักษณะที่มีเอกลักษณ์จากชาติอื่น  ฉะนั้น ความเป็นไทยในความหมายนี้รวมถึงวัฒธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกๆ แห่งที่ปรากฎในอาณาจักรไทยปัจจุบัน
          มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
          สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงามและความรับผิดชอบต่อสังคม
          สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษระในวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ  วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย  เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม
มาตรา 28 กล่าวถึงหลักสูตรระดับต่างๆ ต้องมีลักษณะหลากหลายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีความสมดุลตามวรรคสอง และหลักสูตรอุดมศึกษา ต้องมีลักษณะตามวรรคสาม
          มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เอกชน  องค์กรเอกชน  องค์กรวิชาชีพ  สถาบันศาสนา สถานประกอบการ  และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน  โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน  เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จัดเลือกสรรภูมิปัญหาและความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
          มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา

4. ในฐานะที่นักศึกษาทุกคนทราบว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิวัติ นักศึกษาคิดว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจาก สาเหตุอย่างไร วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้น่าจะดีหรือไม่ดีจงให้เหตุผลและอธิบาย
ตอบ     ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ  มีดังนี้
1. รัฐบาลพลเรือนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของฝ่ายทหารมากเกินไป สภาผู้แทนราษฎรจุกจิกคอยจับผิดทหารหรือตัดงบประมาณของทหารเกินความจำเป็น รัฐบาลพลเรือนหรือฝ่ายการเมืองพยายามที่จะกดทหารลงไปเหมือนเป็นผู้รับใช้
2. ความพยายามของฝ่ายการเมืองในการเข้าไปแบ่งกลุ่มแบ่งพวกทหารด้วยวิธีการหลายอย่าง เช่นแอบสนับสนุนนายทหารบางคน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆโดยไม่คำนึงถึงระเบียบแบบแผนที่เคยปฏิบัติ ทำให้ทหารแตกกันเป็นกลุ่ม เป็นการแยกดุลอำนาจของทหารในกองทัพเพื่อให้เป็นที่วางใจได้ว่าทหารจะไม่สามารถทำการปฏิวัติรัฐประหารได้
3. ความขัดแย้งกันเองระหว่างฝ่ายทหารด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดจากความทะเยอทะยานส่วนตัว ความขมขื่นส่วนตัว หรือขัดแย้งกันด้วยผลประโยชน์บางอย่างของกลุ่มตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆในกองทัพ ที่โยกย้ายคนของตนไปดำรงตำแหน่ง และโยกย้ายคนที่ไม่ใช่กลุ่มหรือพวกตนไปอยู่ในตำแหน่งอื่นที่ไม่สำคัญ
4. เกียรติภูมิและบทบาทของทหารถูกละเมิด หรือไม่ก็ตกต่ำเนื่องจากการลบหลู่ดูถูก หยามเกียรติ ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการหรือทุจริตคอรัปชั่น
วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้น่าจะดี  เพราะ  ทหารไม่มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลพลเรือนที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้นจะสามารถนำพาประเทศชาติไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคม ความสงบเรียบร้อยภายในหรือปัญหาที่เกิดจากการทุจริตแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบธรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้  เพราะฉะนั้นทหารจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิวัติ  เพื่อให้ประเทศกลับมาอยู่ในความสงบ และแก้ไขปัญหาต่างๆทีเกิดขึ้น

5.ความเคลื่อนไหวทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศมีการปฏิรูปขึ้น หากหน่วยงานทางการศึกษา เช่น เขตพื้นที่ประถมศึกษา เขตพื้นที่มัธยมศึกษา มีการยุบ และได้มีการนำสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่จังหวัดในรูปแบบองค์คณะบุคคลเช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ   ไม่เห็นด้วย  เพราะ  แนวทางนี้อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะการบริหารงานโรงเรียนในระดับท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาแนวทางการตั้งเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อต้องการกระจายอำนาจบริหารออกไปยังท้องถิ่น โดยแต่งตั้งให้ อ.ค.ก.ศ. เป็นคณะทำงาน ในชุดทำงานนี้ ซึ่งทำให้บุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่น สามารถร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาทางการศึกษาในพื้นที่ แต่คณะทำงานรูปแบบใหม่จะมีตัวแทนจากท้องถิ่นจังหวัดละ 2 คนเท่านั้น อาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ล่าช้า และเข้าไม่ถึงปัญหาที่แท้จริง

6.ในฐานะที่นักศึกษาจะลงไปฝึกสอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชากฎหมายนี้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรจงยกตัวอย่างที่นักศึกษาคิดว่านำไปปฏิบัติกับตัวนักศึกษาและนักเรียนได้ ยกตัวอย่างอธิบายพร้อมเหตุผลทำไมจึงทำเช่นนั้น
ตอบ     วิชากฎหมายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น  การศึกษาและเข้าใจในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาและพระราชบัญญัติของการศึกษา ทำให้สามารถนำไปปรับใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ  โดยถ้ามีความรู้และความเข้าใจสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน เมื่อรู้ว่าข้อบังคับหรือกฎต่างๆ ทีเกี่ยวข้องกับการศึกษา  ทำให้เราหลีกเหลี่ยงการทำผิดกฎได้และสามารถทำให้เราปฏิบัติตามกรอบของบังคับทีกฎหมายกำหนด   ส่วนการนำไปปฏิบัติกับตัวนักเรียน  เมื่อเราไปเป็นครูหรือออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพ  เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการศึกษาไปปรับใช้ในการสอนนักเรียน  เช่น  การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ    การให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน  ความประพฤติ  การสังเกตพฤติกรรมการเรียน

7. คำว่าการประกันคุณภาพมีความหมายอย่างไร มีหลักการประกันอย่างไร ถ้าหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเองเรียกว่าอะไรเข้ามีวิธีการทำอย่างไร หากนอกสังกัดเขาลงมือทำเขาเรียกว่าอะไร มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไร (ให้ตอบเฉพาะของการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
ตอบ     การประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึง การทำกิจกรรมหรือการปฏิบัติภารกิจหลักอย่างเป็นระบบตามแบบแผนที่กำหนดไว้ โดยมีการควบคุมคุณภาพ  การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินคุณภาพ  จนทำให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพ และมาตรฐานของดัชนีชี้วัดระบบและกระบวนการผลิต ผลผลิตและผลลัพธ์ของการจัดการศึกษ
การประกันคุณภาพการศึกษามีหลักการดังนี้
-  สร้างความมั่นใจและความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษา
การป้องกันปัญหา ต้องมีการวางแผนและการเตรียมการ
ตั้งมั่นบนหลักวิชาในการพัฒนาหลักวิชาชีพ
การดำเนินงานสามารถติดตามตรวจสอบและประเมินตนเองได้
การดำเนินงานเน้นคุณภาพในการปฏิบัติงานทุกระดับทุกขั้นตอน
การสร้างความรู้ ทักษะ และความมั่นใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา
การประสานสัมพันธ์ในองค์กรและบุคลากรในพื้นที่
การเน้นภาวะผู้นำของผู้บริหาร
ถ้าหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเอง เรียกว่า การประกันคุณภาพภายใน เป็นการตรวจสอบ การควบคุม การติดตาม ประเมินผลคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาจากภายใน โดยบุคลากรของสถาบันการศึกษานั้นทั้งหมด หรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษานั้น ผลจากการตรวจสอบคุณภาพภายใน คือ มีการวางระบบงานที่มีระบบและกลไกที่ชัดเจน มีการดำเนินงานรวมทั้งมีการพัฒนาฐานข้อมูลในด้านต่างๆ
ถ้านอกสังกัดเขาลงมือทำเขา เรียกว่า   ประกันคุณภาพภายนอก  เป็นการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา การติดตาม การตรวจสอบ คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาซึ่งกระทำโดยหน่วยงานภายนอก หรือผู้ประเมินภายนอก เพื่อมุ่งให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสถาบันการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น

8.ในฐานะที่ท่านจะเป็นครูมืออาชีพท่านจะต้องนำวิชากฎหมายและการประกันคุณภาพมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ตั้งแต่เรื่องการจัดการเรียนการสอน ชุมชน การดูแลนักเรียน ขอให้ตอบโดยนำหลักคิดมาประยุกต์ใช้
ตอบ     ในฐานะที่เราจะเป็นครูมืออาชีพเราจะต้องนำวิชากฎหมายและการประกันคุณภาพมาประยุกต์ใช้
          การจัดการเรียนการสอน   การนำกฎหมายเป็นแนวทางหรือหลักการในการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้  เช่น  การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา 
การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
          (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
          (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
          (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
          (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
          (5) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้
          ชุมชน  สถาบันสังคมส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน  โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน  เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จัดเลือกสรรภูมิปัญหาและความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
          การดูแลนักเรียน   การยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนเพราะอาจจะสร้างปัญหาเชิงกฎหมายในการบังคับใช้  และการตีความ  นอกจากนั้นในปรัชญาการเรียนการสอนควรหลีกเลี่ยงแนวคิดแบบสุดโด่งที่แยกขั้วระหว่างการเรียนของนักเรียนและการสอนของครูมาตรา 22  จึงกล่าวอย่างเป็นกลางๆ ไว้โดย "ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด"

9. วิชานี้ท่านคิดว่าเรียนไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ถ้านักศึกษาไม่ได้เรียนก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  โปรดยกตัวอย่างประกอบการอธิบายและเมื่อได้เรียนแล้วจะได้ระมัดระวีงอย่างไร
ตอบ     วิชานี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ถ้าไม่ได้เรียนก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จะทำให้เราไม่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องกฎหมายทางการศึกษา  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาชีพครูโดยตรง  ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายการศึกษา อาจทำให้เราไม่รู้ถึงข้อบังคับหรือข้อยกเว้นรวมทั้งแนวทางในการปฏิบัติตนในวิชาชีพครูจนทำให้ปฏิบัติในสิ่งทีผิดกฎหมาย  เช่น  การจัดการะบวนการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติแห่งชาติการศึกษามีข้อกำหนด 5 ข้อ คือ  (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล   (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา   (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง   (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา   (5) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้

10. การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเวบบล็อกผสมผสานกับรายงานของนักศึกษา นักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์หรือไม่อย่างไรจงแสดงความคิดเห็นตามแนวคิดของนักศึกษา
ตอบ     การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเวบบล็อกผสมผสานกับรายงานของนักศึกษามีประโยชน์ต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะ  การสอนผ่านเทคโนโลยีกับนักศึกษาวัยนี้มีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก  เพราะนักศึกษาวัยนี้มีความสนใจในเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเป็นประจำอยู่แล้ว  โดยการเข้าใช้เว๊บต่างๆ ทีใช้เป็นสื่อกลางในการศึกษาเรียนรู้ และการศึกษาผ่านเว๊บบล๊อกทำให้นักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดความกระตือรือร้น และเกิดทักษะการคิดไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์  สังเคราห์ คิดแก้ปัญหา  เป็นต้น    และการให้นักศึกษารายงานผลการศึกษาในเรื่องต่างๆ เป็นกลุ่มนั้น  ทำให้นักศึกษามีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่ม  แลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์ และทำให้เกิดทักษะกระบวนการการทำงานเป็นกลุ่ม  การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง      


วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 7

แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559)

1.จงบอกสภาพปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างและท่านมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร
ตอบ  ประชากร  การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของประชากรของประเทศไทย กล่าวคือ จำนวนประชากรไทยในวัยสูงอายุจะมีจำนวนมากขึ้น  ขณะที่แนวโน้มของประชากรในวัยเรียนวัยเรียนอายุ  3-24  ปี อยู่ในภาวะคงที่หรือลดลง ทำให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุใน 25 ปีข้างหน้า      ความไม่พร้อมของเด็กปฐมวัยส่วนหนึ่ง  มีสาเหตุสำคัญจากสภาพทุพโภชนาการ ภาวะทุพโภชนาการและการขาดแคลนอาหารมีผลต่อการพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็กไทยจนถึงขั้นพิการได้  โดยภาวะทุพโภชนาการและการขาดแคลนอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยร้อยละ 40 หรือ 4 คนใน 10 คน  มีสติปัญญาต่ำกว่าวัย  ประชากรวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การจัดการศึกษาไม่ทั่วถึง  ด้อยคุณภาพและประสิทธิภาพ  การจัดให้บริการทางการศึกษายังไม่สม่ำเสมอและทั่วถึง  โดยเฉพาะบุคคลต่างๆ ได้แก่   บุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย  จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือด้อยโอกาส รวมถึงบุคคลซึ่งมีความสามรถพิเศษที่ไม่ได้รับการศึกษา  รวมถึงปัญหาด้านการลงทุนที่ยังมีข้อจำกัดกับความสูญเปล่าทางการศึกษา  นอกจากนั้น ปัจจัยภายนอกซี่งมีผลกระทบต่อกลุ่มเด็กในปัจจุบัน เช่น ยาเสพติด ความยากจน ทุพโภชนาการ  ความยากจนที่มีอยู่ในครอบครัวของเด็กกลุ่มวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งของเด็กกลุ่มนี้ ที่ทำให้เด็กขาดความสามารถในการเข้าถึงบริการการศึกษาและสถานศึกษาที่รัฐจัดดำเนินการให้  ประชากรในกลุ่มวัยกำลังแรงงาน ประชากรวัยแรงงานที่ไม่มีงานทำอยู่ถึงร้อยละ 4  ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและการดำรงชีพของประชาชนไทยโดยทั่วไป ยังทำให้เกิดภาวการณ์ว่างงานอย่างรุนแรงขึ้นอีกด้วย มีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น เกิดการอพยพแรงงานกลับไปสู่ชนบทเป็นจำนวนมาก
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมกึ่งอุตสาหกรรม ทำให้ทรัพยากรที่ดินทางการเกษตร ทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรพลังงาน ถูกใช้ไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความสูญเสีย และสร้างปัญหามลพิษต่อภาวะแวดล้อมทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ ความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ดีส่วนอย่างสำคัญนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมมากขึ้น และเป็นการชี้ให้เห็นถึงลักษณะของความไร้ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
สภาพการณ์ในชุมชนนานาชาติ  สภาพการณ์การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยของโลกาภิวัฒน์ที่ชุมชนนานาชาติจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อจัดการกับโลกาภิวัตน์ ที่มีความซับซ้อนและมีโยงใยเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งในอนาคต มีระเบียบใหม่ของโลกทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ  ประเทศไทยในฐานะสมาชิกของชุมชนนานาชาติ  จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องผูกพันกับระเบียบใหม่ขององค์กรและสถาบันระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลไกของประเทศให้สอดคล้องและสอดรับกับระเบียบใหม่ที่เกิดขึ้น
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   เหตุจากการวิจัยและพัฒนา ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการโดยรัฐมีจุดอ่อนเรื่องความเชื่อมโยงกับปัญหา  และไม่สนองความต้องการของผู้ใช้ในภาคเอกชน กับยังมีความขาดแคลนนักวิจัยที่มีคุณภาพและการบริหารและการจัดการที่ดี  ทำให้ไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมของตนเองได้ เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เนื่องมาจากความอ่อนด้อยในฐานความรู้และการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  หากปล่อยให้สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่ในอนาคต ประเทศไทยจะต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม พัฒนาการรูปแบบทางการเมืองที่ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเปิดกว้างมากขึ้น จึงทำให้ได้รับผลจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามต่อการพัฒนาประเทศไทย  จะเห็นได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อคนและสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่ายิ่งระดับความยากจนที่สูงขึ้น กระแสอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่ผ่านเข้ามาทางสื่อมวลชนรูปแบบต่างๆ และเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ  มีส่วนทำให้ค่านิยมและความเชื่อเบี่ยงเบนออกจากเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่ดีงาม มายึดติดกับกระแสนิยมและบริโภคนิยม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนร่วม มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เอารัดเอาเปรียบ เพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมืองและอำนาจเงินมากขึ้น เริ่มออกห่างจากศาสนา มีความย่อนยานในศีลธรรมจริยธรรม  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมด้านต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติด ครอบครัวแตกแยก อาชญากรรม การทารุณกรรมต่อเด็ก มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น  และจากการกระจายความเจริญของรัฐทำให้สังคมชนบทเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน ในอดีตซึ่งมีความเข้มแข็งมากเริ่มมีช่องว่างห่างกันออกไปทุกที การศึกษาเริ่มถูกแยกออกจากบ้าน วัด และชุมชน ขาดความสัมพันธ์ซึ่งเชื่อมต่อกันอย่างดี่
การศึกษา   การจัดการศึกษาในระบบยังไม่พอเพียงแก่จำนวนประชากรวัยเรียน นอกจากนั้นความเชื่อมโยงและการเทียบโอนผลการศึกษาระหว่างการศึกษาในระบบกับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยยังทำได้น้อย อีกทั้งยังขาดการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากภาคอื่นๆ เข้ามาเสริมบริการจัดการศึกษาในรูปแบบต่างๆของระบบการศึกษาของประเทศ  คุณภาพทางการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาไม่อยู่ระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากด้อยคุณภาพและไม่มีมาตรฐานดีพอที่จะทำงานในสถานประกอบการ มาตรฐานการศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วยกันเองยังมีคุณภาพต่ำกว่าอยู่มาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยการผลิตที่ด้อยคุณภาพ และมีข้อบกพร่อง รวมถึงการวัดผลประเมินผลที่ไม่ได้มาตรฐาน ระดับคุณภาพและประสิทธิภาพด้านการศึกษาของไทยยังขาดมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาเมื่อผ่านการรับรองวิทยฐานะไปแล้วขาดการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ขาดเอกภาพด้านนโยบาย ขาดเกณฑ์มาตรฐานในการรับรองคุณภาพสถานศึกษา และขาดมาตรฐานด้านคุณภาพของการศึกษา   ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา  เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา แต่กลับมีข้อเท็จจริงว่าครูมีปัญหาด้านคุณภาพการสอน และมีข้อจำกัดอยู่มาก ปัญหาอันเนื่องมาจากการผลิต การใช้ และการพัฒนาครู ที่ขาดประสิทธิภาพปัญหาเรื่องหนี้สินของครู ปัญหาของครูบางคนไร้ศีลธรรม จริยธรรม เล่นการพนัน และค้ายาเสพติด เป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวครูที่มีผลต่อการศึกษาของเด็กอย่างมาก
           แนวคิดในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้  มีดังนี้
1.ยกระดับคุณภาพคนไทย เข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ โดยการสร้างศักยภาพการเรียนรู้ ทักษาชีวิต สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างจิตสาธารณะ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และให้มีสุขภาพดีทุกมิติ กล่าวคือ ใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็งในการเสริมสร้างสุขภาวะและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในทุกกลุ่มอายุ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีสมรรถนะทางวิชาชีพและทักษะ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ
2. เตรียมความพร้อมสังคมไทยสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งนี้เป็นเพราะความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ ดังนั้น จึงต้องร่วมกันสร้างเสริมความรับผิดชอบ การดูแลสุขภาพ สร้างหลักประกันด้านรายได้ สนับสนุนการใช้ความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
3. สร้างความมั่นคงทางสังคมแก่คนไทย โดยให้ทุกคนได้รับการคุ้มครองทางสังคม มีที่พักอาศัยที่มั่นคง มีความปลอดภัยในชุมชน และสร้างหลักประกันทางสังคมให้สามารถดำรงชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข เน้นบทบาทครอบครัวและชุมชนเป็นพื้นฐานสำคัญ
4.รักษาคุณค่าของสังคมไทย โดยการนำทุนทางสังคมหรือสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยทุนทางสังคมที่มีอยู่แล้ว สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐ์กิจให้ทุนทางวัฒนธรรม ด้วยการส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำวัฒนธรรมไทยมาเป็นปัจจัยในการผลิตสินค้าและบริการ 

2. จงอธิบายทิศทางใหม่ในการจัดการศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ปี ตามที่ท่านมีภูมิรู้และเข้าใจ
ตอบ    ทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2574)  รมว.ศึกษาธิการ กล่าวรายงานการจัดประชุมว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีภารกิจหลักในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬากับการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท โดยแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดเวลาของแผนในปี 2559 เพื่อให้ทันเวลาในการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับต่อไปในปี 2560 สกศ.จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนการศึกษา พ.ศ.2560-2574 ระยะเวลา 15 ปี เพื่อเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ที่เน้นการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง
ร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 9 ด้าน คือ
1) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา
2) ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระดับสถานศึกษา
3) ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา
4) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
5) ยุทธศาสตร์การปรับระบบและกลไกการบริหารงานบุคคล
6) ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา
7) ยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลผู้เรียน
8) ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อสนองตอบตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ (สถาบันอาชีวศึกษา/สถาบันอุดมศึกษา)
9) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต
จากการนำเสนอความเป็นมาในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ จะเห็นได้ว่าทุกคนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร แต่การพัฒนาบุคลากรนั้นยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น การระดมความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประสบการณ์ของทุกท่าน ณ ที่นี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และจะเป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานสู่อนาคตอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการเตรียมการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและระบบการศึกษาของประเทศครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ที่จะพิสูจน์ว่าประเทศจะไปตามทิศทางที่คาดหวังไว้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการสร้างบุคลากร ก็คือครูและผู้บริหารทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ที่จะเป็นผู้สร้างบุคลากรที่ดีให้กับประเทศ ดังนั้นครูและผู้บริหารต้องมีการเตรียมพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการและความคิดที่เกิดประโยชน์กับการสร้างแผนงานต่างๆ เพื่อนำพาบุตรหลานไปสู่ความก้าวหน้าต่อไป ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นในตัวครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนเชื่อมั่นต่อ สกศ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะสามารถระดมความคิดเห็น วางกรอบ และบรรจุนัยสำคัญไว้ในแผน พร้อมขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับการปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล และแผนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ทั้งในแง่ของสังคมและเศรษฐกิจด้วย จึงขอเป็นกำลังใจและขอบคุณที่จัดการประชุมระดมความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในครั้งนี้ และมีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในประเด็นต่างๆ เท่าที่จะสามารถดำเนินการให้ได้

3. ท่านคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่มุ่งพัฒนาให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย" ได้อย่างไร
ตอบ    หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่มุ่งพัฒนาให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย   โดยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และต้องประกอบไปด้วยสองเงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม 
          เนื่องจาก  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีคำนิยามความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ ดังนี้
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลติ และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล
 เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน 2 เงื่อนไข ดังนี้
1.เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
จากคำนิยามและเงื่อนไขดังกล่าว หรือเรียกว่าสามหวงสองเงื่อนไข  โดยเมื่อนำแนวทางนี้ไปใช้ในการดำรงชีวิต จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน ทำให้ชีวิตมีความพอมีพอกิน มีความอยู่ดีกินดี และมีความสุข

4. แนวนโยบายเพื่อดำเนินการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ มีเป้าหมายและ กรอบดำเนินการอย่างไร
ตอบ     เป้าหมาย
          1.เด็กปฐมวัยอายุ 0-5  ปีทุกคน ได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษา
          2. เด็กทุกคนจบการศึกษาภาคบังคับ
          3. คนไทยทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปี
          4. มีกำลังคนด้านอาชีวศึกษาระดับต่างๆ ที่มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ
          5. มีการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
          6. ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปีมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จัดในหลากหลายรูปแบบ
          7. มีการจัดบริการการศึกษาในรูปแบบและวิธีการต่างๆ ทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการศึกษาของประชาชนทุกคน     
กรอบดำเนินการ
          1.ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา และการเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัยในรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ที่เตรียมตัวเป็นพ่อแม่
          2. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาปฐมให้มีคุณภาพ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนารากฐานพัฒนาการของทุกชีวิตอย่างเหมาะสม
          3. จัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธัยาศัย เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงบริการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองได้ตามความต้องการและความสนใจอย่างเหมาะสม
          4. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อพัฒนากำลังคนทุกระดับในภาคการผลิตต่างๆ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ยกระดับความรู้ ความสามารถในทางวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง
          5. ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีความหลากหลาย และให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น
          6. จัดบริการการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ
          7. ส่งเสริมการจัดการศึกษาเฉพาะทาง เพื่อสนองความต้องการเฉพาะโดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ
          8. ส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นที่ทางการรับรอง และการเผยแพร่ศาสนธรรมทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ในทุกระดับและประเภทการศึกษา
                   
5. แนวนโยบายเพื่อดำเนินการและเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน มีเป้าหมายและกรอบดำเนินการอย่างไร
ตอบ  เป้าหมาย
          1. มีการบูรณาการด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมทั้งในด้านเนื้อหา กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน
          2. บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กร เอกชน องค์กรวิชาชีพ  สถาบันศาสนา  สถานประกอบการ  และสถาบันสังคมอื่นทุกแห่ง ร่วมคิดและร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาคนไทยทุกคนให้เป็นผู้มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม รวมทั้งค่านิยมเชิงสุนทรียภาพ และมีคุณลักษณะทีพุงประสงค์ตามระบบวิถีที่ดีงาม
          3. คนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสมตามระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม
          กรอบการดำเนินงาน
          1.ปฏิรูปโครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตรในทุกระดับการศึกษา  ให้มีสาระของความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิตและธรรมชาติ หลักธรรมของศาสนา คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม  อันดีงามของระบบวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ไทย  เพื่อให้บรรลุถึงคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่างๆ  ทั้งด้านจิตใจ  และพฤติกรรมที่แสดงออก
          2. ส่งเสริมบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันศาสนา สถาบันวัฒนธรรม และสถาบันสังคมอื่น ให้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมอันดีงาม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย  รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียนต่างๆ
          3. บูรณาการการศึกษาและศาสนาเข้าด้วยกัน  โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นทั้งความรู้และคุณธรรม  เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในแก่นธรรมของแต่ละศาสนาที่ตนนับถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  และสามารถใช้เป็นแนวในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
          4. ส่งเสริมและสนับสนุนวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังด้วยกระบวนการทางการศึกษาและฝึกอบรม

6.ท่านมีแนวทางในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทำได้อย่างไร
ตอบ    สังคมแห่งการเรียนรู้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา  ตระหนักถึงความสำคัญ  ความจำเป็นของการเรียนรู้ที่ทุกคนและทุกส่วนในสังคมมีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ  การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องเป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวันของคนทุกคน  ไปจนตลอดการสิ้นอายุขัย  เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ในทุกเวลา  ทุกสถานที่  ของคนทุกคนในทุกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
แนวทางในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
-  พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย
พัฒนาบุคคล   องค์กร  ผู้ดำเนินงานในการจัดการความรู้
พัฒนากลไก กระบวนการถ่ายทอดความรู้
การสร้างบรรยากาศเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้
มีการบูรณาการใช้ความรู้เป็นฐานในการแก้ปัญหาและการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของชุมชน
มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและค้นคว้าองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว
มีการสร้างสรรองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและบริบทของสังคมไทย
มีการสร้างองค์ความรู้หรือเนื้อหาการเรียนรู้ที่สอดคล้องเหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการการเรียนรู้ของบุคคลกลุ่มหรือชุมชน
มีแหล่งเรียนรู้อย่างเพียงพอ หลากหลาย ทั่วถึง
มีระบบข้อมูล สารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท
มีการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีอยู่ในสังคมให้เป็นแหล่งการเรียนรู้   

7. การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน ท่านเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ    การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน  เป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เป็นสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ เรียนรู้ได้ทุกที ทุกเวลา  เช่น มีแหล่งเรียนรู้อย่างเพียงพอ หลากหลาย ทั่วถึง
มีระบบข้อมูล สารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท   มีการจัดระบบเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งการเรียนรู้
มีการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีอยู่ในสังคมให้เป็นแหล่งการเรียนรู้

8.การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศมีเป้าหมายและกรอบการดำเนินการอย่างไร
ตอบ   เป้าหมาย
          1.มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของการศึกษาอย่างทั่วถึงและทัดเทียมกันทุกเขตพื้นที่การศึกษาที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างมีระบบ
          2.ประชาชนทุกคนเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและสามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง  เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ  และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขตามสมควร
          กรอบดำเนินงาน
          1. ส่งเสริมหน่วยงานทุกระดับและสถานศึกษาทุกแห่งให้มีระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
          2. ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพของการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
          3. ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้และผู้ผลิตเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีจิตสำนึก มีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผลิตสื่อเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพ
          4. พัฒนาผู้รับและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีความสามรถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกสรร กลั่นกรอง และใช้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ

9.แนวทางการบริหารเพื่อนำสู่แผนการปฏิบัติ มีอะไรบ้าง
ตอบ    1. ระดมสรรพกำลังของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทุกกระบวนการมีการเปลี่ยนแปลงแผนสู่การปฏิบัติทุกขั้นตอน โดยให้มีการเรียนรู้แผนและบรูณาการกระบวนความคิดเพื่อจัดทำกรอบของแผนร่วมกัน
2. สร้างกรอบแนวคิดและหลักการในการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน โดยเปิดโอกาสให้มีการดำเนินการเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันของบุคคล/องค์กรที่เกี่ยวข้อง
3. จัดทำกรอบและหลักเกณฑ์การแปลงแผนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้แผนงาน แผนเงิน และแผนคน สอดคล้องกับยุทธ์ศาสตร์และแนวทางทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ
4. ระบุองค์ที่รับผิดชอบในการทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการเฉพาะด้านตามภาระงานที่รับผิดชอบและนำไปสู่แผนการปฏิบัติ

10. การประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ มีขั้นตอน และกระบวนการประเมินอย่างไร
ตอบ     ขั้นตอนและกรบวนการประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ
1. การประเมินผลขั้นเตรียมความพร้อม
2. ประเมินกระบวนการปฏิบัติของแผน
3. ประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ของแผนที่ส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย
           4. ให้องค์กรกลางเป็นผู้ทำการประเมินโดยตรง โดยประชาชน ประชาคม และบุคลากรภายนอกองค์กรเป็นผู้ให้ข้อมูลการประเมิน

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 6

สรุปเนื้อหา กลุ่มที่ 9 เรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พึงทราบ

1.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.. 2547 
กำหนดเวลาชักธงขึ้นและลง

          (1) ในวันเปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลาเข้าเรียน และชักธงลงเวลา 18.00 นาฬิกา
          (2) ในวันปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลา 08.00 นาฬิกา และชักธงลง เวลา 18.00 นาฬิกา
          สถานศึกษาใดมีความจำเป็นไม่อาจชักธงชาติขึ้นและลงตามเวลาที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาสม
          สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในอุดมศึกษา ให้เป็นอำนาจของสถานศึกษานั้นๆ มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม
การประดับธงในวันสำคัญ
 ในโอกาสและวันพิธีสำคัญ ให้ชักและประดับธงชาติ ณ สถานศึกษาตามกำหนดวันและระยะเวลาดังต่อไปนี้
          (1) วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม  1 วัน
          (2) วันมาฆบูชา  1 วัน
          (3) วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรกรีบรมราชวงศ์ วันที่ 6เมษายน  1 วัน
          (4) วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน  1 วัน
          (5) วันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 1 วัน
          (6) วันพืชมงคล 1 วัน
          (7) วันวิสาขบูชา 1 วัน
          (8) วันอาสาฬหบูชา 1 วัน
          (9)  วันเข้าพรรษา 1 วัน
          (10)  วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม  1 วัน
          (11)  วันสหประชาชาติ วันที่ 24 ตุลาคม 1 วัน 
          (12) วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 , 6 และ  7 ธันวาคม  3 วัน
          (13)  วันรัฐธรรมนูญ  วันที่ 10 ธันวาคม  1 วัน
          การชักและประดับธงในโอกาสหรือวันพิธีสำคัญอื่นๆ ให้เป็นไปตามทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นครั้งคราว
การลดธงครึ่งเสา
การปฏิบัติงานในกรณีที่ทางราชการประกาศให้ลดธงครึ่งเสา ให้ชักธงขึ้นจนสุดเสาเมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดให้อยู่ในระดับความสูงประมาณสองในสามส่วนของความสูงของเสาธงนั้น และเมื่อชักธงลงให้ชักขึ้นไปถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลงตามปกติ

            ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.. 2547 โดยมีนายอภิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษาพ.. 2547
ข้อที่ 1 . ให้สถานศึกษาเริ่มทำงานตั้งแต่ 08.30 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดกลางวันเวลา 12.00 นาฬิกา ถึง13.00 นาฬิกา เป็นเวลาทำงานปกติ โดยมีวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ หยุดราชการเต็มทั้งสองวัน
สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาเริ่มทำงานหรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์นอกเหนือจากที่กำหนดตามในวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดและรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้ ต้องมีเวลาทำงานสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง
ข้อ 2. วันปิดภาคเรียนให้ถือว่า เป็นวันพักผ่อนของนักเรียน ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้ แต่ถ้ามีราชการจำเป็นให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการเหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ
ข้อ 3. วันที่สถานศึกษาทำการสอนชดเชยหรือทดแทน เนื่องจากสถานศึกษาสั่งปิดด้วยเหตุพิเศษหรือกรณีต่างๆ ให้ถือว่าเป็นวันทำงานปกติตามระเบียบนี้

            ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.. 2547  โดยมีนายอภิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

3.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548
ข้อ 1. ในระเบียบนี้ “ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดี หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือตำแหน่งที่เรียก ชื่ออย่างอื่นของโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้นกระทำความผิด” หมายความว่า การที่นักเรียนหรือนักศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของสถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา “การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน
ข้อ 2. โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถานดังนี้
2.1 ว่ากล่าวตักเตือน
2.2 ทำทัณฑ์บน
2.3 ตัดคะแนนความประพฤติ
2.4 กิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ข้อ 3. ห้ามลงโทษนักเรียน และนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียน หรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียน หรือนักศึกษาให้เป็นไป เพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน หรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนใน ทางที่ดีต่อไป
ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษนักเรียน นักศึกษา
ข้อ 4. การว่ากล่าวตักเตือนใช้ในกรณีนักเรียน หรือนักศึกษากระทำความผิด ไม่ร้ายแรง
ข้อ 5. การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม กับสภาพนักเรียนหรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียน และนักศึกษา หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ การทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บนไว้ด้วย
ข้อ 6. การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการ ตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 7. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียน และนักศึกษากระทำความผิดที่สมควร ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

            ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548  โดยนายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

4.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบพ.ศ. 2548  ผู้เข้าสอบต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. การแต่งกาย ถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษาแล้วแต่กรณี ถ้าเป็นผู้สมัครสอบต้องแต่งให้สุภาพเรียบร้อยตามประเพณีนิยม
2. ผู้เข้าสอบจะต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องตรวจสอบให้ทราบว่า สถานที่สอบอยู่ ณ ที่ใด ห้องใด
3. ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาเริ่มสอบตามสมควร ผู้ใดไปไม่ทันเวลา ลงมือสอบวิชาใด ไม่มีสิทธิเข้าสอบวิชานั้น แต่สำหรับการสอบวิชาแรกในตอนเช้าของ แต่ละวัน ผู้ใดเข้าห้องสอบหลังจากเวลาลงมือสอบแล้ว 15นาที จะไม่ได้รับอนุญาตให้สอบวิชานั้น เว้นแต่มีเหตุความจำเป็นให้อยู่ในดุลพินิจของประธานดำเนินการสอบพิจารณาอนุญาต
4. ไม่เข้าห้องสอบก่อนได้รับอนุญาต
5. ไม่นำเอกสาร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องสื่อสารใดๆ เข้าไป ในห้องสอบ
6. นั่งตามที่กำหนดให้ จะเปลี่ยนที่นั่งก่อนได้รับอนุญาตไม่ได้
7. ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการสอบ และคำสั่งของผู้กำกับการสอบ โดยไม่ทุจริตในการสอน
8. มิให้ผู้เข้าสอบคนอื่นคัดลอกคำตอบของตน รวมทั้งไม่พูดคุยกับผู้ใดในเวลาสอบ เมื่อมีข้อ สงสัยหรือมีเหตุความจำเป็นให้แจ้งต่อผู้กำกับการสอบ
9. ประพฤติตนเป็นสุภาพชน
10. ผู้ใดสอบเสร็จก่อน ผู้นั้นต้องออกไปห่างจากห้องสอบ และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนแก่ผู้ที่ยังสอบอยู่ แต่ทั้งนี้ผู้เข้าสอบทุกคนจะออกจากห้องสอบก่อนเวลา 20 นาที หลังจากเริ่มสอบวิชานั้นไม่ได้
11 ไม่นำกระดาษสำหรับเขียนคำตอบที่ผู้กำกับการสอบแจกให้ออกไปจากห้องสอบ

            ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

5.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ. 2548
          “การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา” หมายความว่า การที่ครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษาพานักเรียนและนักศึกษาไปทำกิจกรรมการเรียนการสอนนอกสถานศึกษาตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจไปเวลาเปิดทำการสอนหรือไม่ก็ได้ แต่ไม่รวมถึงการเดินทางไกลและการเข้าค่ายพักแรมของลูกเสือ ยุวกาชาด และเนตรนารี และการไปนอกสถานที่ตามคำสั่งในทางราชการ
ข้อ 1 การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาจำแนกเป็น 3 ประเภท คือ
(1)   การพาไปนอกสถานศึกษาไม่ค้างคืน
(2)   การพาไปนอกสถานศึกษาค้างคืน
(3)   การพาไปนอกราชอาณาจักร
ข้อ 2 การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาทุกประเภทให้ปฏิบัติดังนี้
(1)   ต้องได้รับอนุญาตก่อน  โดยขออนุญาตตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้
(2)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ควบคุม และจะต้องมีครู
เป็นผู้ช่วยผู้ควบคุมดูแลในการเดินทาง  โดยครูหนึ่งคนต่อนักเรียนหรือนักศึกษาไม่เกิน 30 คนถ้านักเรียนและนักศึกษาเป็นหญิงไปด้วย ให้มีครูหญิงควบคุมไปด้วยตามเหมาะสม
(3)   ผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุม ต้องดำเนินการให้นักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระเบียบวินัยเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
(4)   ห้ามผู้ควบคุม ผู้ช่วยผู้ควบคุมเสพหรือชักชวนให้พนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือเสพสุราหรือของมึนเมาขณะเดินทาง
(5)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเลือกเส้นทางที่จะเดินทาง เลือกยานพาหนะที่อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรงในการเดินทาง รวมถึงให้พิจารณาเลือกพนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือที่มีความรู้ ความชำนาญด้วย
(6)   ในการเดินทางให้พิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำหรือขอความร่วมมืออื่นๆ เท่าที่จำเป็น รวมถึงจัดให้มีป้ายข้อความแสดงให้เห็นว่ายานพาหนะนั้นบรรทุกนักเรียนและนักศึกษา
(7)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตให้พานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาตามข้อ 5 (1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ได้รับมอบหมายหรือ ผู้มีอำนาจเหนือสถานศึกษาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งแล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (2) และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (3)
ข้อ 8 ให้ส่งคำขออนุญาตพร้อมโครงการที่จะไปนอกสถานศึกษา ไปให้ผู้มีอำนาจพิจารณาก่อนวันออกเดินทาง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงออกเดินทางได้
           
           ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยนายนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ  


6.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวัน  เดือน  ปีเกิดในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน
ในสถานศึกษา  พ.ศ. 2548
          “หลักฐานทางการศึกษา”   หมายความว่า  เอกสารอันเป็นหลักฐานทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา  ได้แก่ ทะเบียนนักเรียนนักศึกษา  สมุดประจำตัวนักเรียนนักศึกษา  สมุดประจำชั้น  บัญชีเรียกชื่อ  ใบส่งตัวนักเรียนนักศึกษา หลักฐานแสดงผลการเรียน  ประกาศนียบัตร  หรือเอกสาร
อื่นใดในลักษณะเดียวกันหรือเอกสารที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นหลักฐานทางการศึกษาตามระเบียบนี้“
          ข้อ  1  ให้สถานศึกษาถือเป็นหน้าที่ ในการที่จะรับเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ เข้าเรียนในสถานศึกษา
          กรณีเด็กย้ายที่อยู่ใหม่ สถานศึกษาต้องอำนวยความสะดวก และติดตามให้เด็กได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่ใกล้กับที่อยู่ใหม่
          ข้อ 2การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
             1  สูติบัตร 
             2  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประชาสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านหรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน
             3  ในกรณีไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1)  หรือ  (2)  ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการแกให้ หรือ เอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้
             4  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1)  (2)  และ (3)  ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือองค์กรเอกชน ทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล ตามแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
              5 ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือ องค์กรตามข้อ (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียนหรือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งทะเบียนประวัติบุคคลตามแนบท้ายระเบียบนี้เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
                          
               ประกาศ    วันที่  5  กันยายน  พ.ศ. 2548   โดยมีจตุรนต์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

7.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาพ.ศ. 2548
 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการเพื่อส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ดังต่อไปนี้
 1 . สอบถามครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษา เกี่ยวกับความประพฤติ การศึกษา นิสัย และสติปัญญาของนักเรียนหรือนักศึกษาที่ฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา หรือระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา
2. เรียกให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษาที่นักเรียนหรือนักศึกษากำลังศึกษาอยู่มารับตัวนักเรียนหรือนักศึกษา เพื่อว่ากล่าว อบรม สั่งสอน ต่อไป
3. ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในเรื่องการอบรมและสั่งสอนนักเรียนนักศึกษา
4. เรียกผู้ปกครองมาว่ากล่าวตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนว่าจะปกครองดูแลมิให้นักเรียนหรือนักศึกษาฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา หรือ ระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาอีก
5. สอดส่อง ดูแล รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล หรือแหล่งที่ชักจูงนักเรียนและนักศึกษาให้มีพฤติกรรมในทางมิชอบ
6. ประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น
      
               ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548   โดยมีนายอดิศัย โพธารามิก  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

8.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา  การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549
          ข้อ 1 ในระเบียบนี้
          “กรณีพิเศษ” หมายความว่า กรณีจำเป็นต้องใช้สถานศึกษาเพื่อประชุม สัมมนา ฝึกอบรม จัดสอบ พักแรม จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรหรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจเปิดเรียนได้ตามปกติ
          “เหตุพิเศษ” หมายความว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสาธารณะ
          “เลขาธิการ” หมายความรวมถึงอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมด้วย
          “สถานศึกษา” หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์การเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐหรือเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในในการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและตามประกาศกระทรวง
          “หัวหน้าสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน
          “นักเรียนและนักศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งกำลังรับการศึกษาอยู่ในสถานศึกษา
          ข้อ 2 ในรอบปีการศึกษาหนึ่ง วันเริ่มต้นปีการศึกษา คือวันที่ 16 พฤษภาคม และวันสิ้นปีการศึกษา คือวันที่ 15พฤษภาคม ของปีถัดไป
          ข้อ 3 ให้สถานศึกษาเปิดและปิดภาคเรียนตามปกติในรอบปีการศึกษาหนึ่งตามที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้
          (1) ภาคเรียนที่หนึ่ง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 16 พฤษภาคม วันปิดภาคเรียนวันที่ 11ตุลาคม
          (2) ภาคเรียนที่สอง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 1 พฤศจิกายน วันปิดภาคเรียนวันที่ 1 เมษายนของปีถัดไป
          สถานศึกษาใดประสงค์จะเปิดและปิดภาคเรียนแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดเป็นผู้กำหนดตามที่เห็นสมควร
          ข้อ 4 ผู้มีอำนาจสั่งปิดสถานศึกษาเป็นกรณีพิเศษ คือ
          (1) หัวหน้าสถานศึกษา สั่งปิดได้ไม่เกินเจ็ดวัน
          (2) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ขอต่อส่วนราชการเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น
          เมื่อได้สั่งปิดสถานศึกษาไปแล้ว สถานศึกษาต้องทำการสอนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่ปิดนั้น
            
            ประกาศ ณ วันที่  28  กันยายน  พ.ศ. 2549  โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ  ณ อยุธยา เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ